|
| |
 |
 |
|
ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพและอีกหลายๆ ชื่อมีการให้คำจำกัดความในทางวิชาการ ที่ค่อนข้าง
หลากหลาย ในที่นี้ ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ หมายถึงสารธรรมชาติที่ได้จากกระบวนการ หมักบ่ม
วัตถุดิบจากธรรมชาติต่างๆ ทั้งพืชและสัตว์จนสลายตัวสมบูรณ์เป็นฮิวมัส วิตามิน ฮอร์โมน และสาร
ธรรมชาติต่างๆ (ดินป่า) ซึ่งเป็นทั้งอาหารของดิน (สิ่งมีชีวิตในดิน) ตัวเร่งการทำงาน (catalyze)
ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน และอาศัยอยู่ปลายรากของพืช (แบคทีเรียแอคติโนมัยซิสและ
เชื้อราฯลฯ) ที่สามารถสร้างธาตุอาหารกว่า 93 ชนิดให้แก่พืช ภายใต้หลักการกสิกรรมธรรมชาติ
ที่ว่า เลี้ยงดิน เพื่อให้ดินเลี้ยงพืช (Feed the soil and let the soil feed the plant) การ
ให้ความสำคัญของดินด้วยการเคารพบูชาดินเสมือน แม่ ภูมิปัญญาดั้งเดิมในการดูแลรักษาดิน
ที่เรียกว่า พระแม่ธรณี สังคมไทยได้พัฒนาการผลิตอาหารให้แก่ดิน หรือปัจจุบันเรียกว่า ปุ๋ย
ไว้หลายรูปแบบ ด้วยเทคโนโลยีที่ลึกซึ้งแนบแน่นกับธรรมชาติ
มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ พยายามรวบรวมข้อมูลประสบการณ์จากการปฏิบัติอย่างจริงจังภายใน
ศูนย์กสิกรรมธรรมชาต ิมาบเอื้อง จ.ชลบุรี และเครือข่ายที่ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในภูมิภาค
ต่างๆ อาทิเช่น ศูนย์เรียนรู้ชุมชนกลุ่มปุ๋ยชีวภาพ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี, งานวิชาการเกษตร ศูนย์
ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี, ศูนย์กสิกรรมสมุนไพร ไท
วังจันทร์ จ.ระยอง, ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมูลนิธิใต้ร่มเย็น จ.สตูล, สวนผักปลอดสารพิษมาแซน
เทพา จ.สงขลา, ชมรมกสิกรรมธรรมชาติชุมพรคาบาน่า จ.ชุมพร และโครงการส่งเสริมกสิกรรม
ไร้สารพิษวังน้ำเขียว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครราชสีมาฯลฯ
สูตรปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพชนิดต่าง ๆ
ได้จากประสบการณ์ของเกษตรกร และนักวิชาการเครือข่ายต่างๆที่พัฒนามาจนได้ปุ๋ยอินทรีย์
ชีวภาพที่มีคุณภาพ ให้คุณค่าทางธาตุอาหารโดยตรงแก่พืช และกระตุ้นให้จุลินทรีย์ในดินสร้าง
อาหารกว่า 93 ชนิดที่พืชต้องการ ทดแทนปุ๋ยเคมี ซึ่งมีธาตุอาหารเพียง 3 ชนิด (NPK) และได้
คุณภาพของผลผลิตที่สูงกว่า ได้รสชาติที่ดีกว่า และต้นทุนที่ต่ำกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี โดยในปัจจุบัน
พบว่ามีสูตร การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพมากกว่า 100 สูตร ซึ่งมีการพัฒนาการผลิตมาช้านานแต่
ใช้อยู่ในวงจำกัด ไม่แพร่หลายเหมือนกับปุ๋ยเคมี
ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ
1. เป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตในดิน เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา และแอคติโนมัยซิส
2. ให้ธาตุอาหาร และกระตุ้นให้จุลินทรีย์สร้างอาหารกว่า 93 ชนิดแก่พืช
3. ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติ และโครงสร้างดินให้ดีขึ้น
4. ช่วยดูดซับ หรือดูดยึดธาตุอาหารไว้ให้แก่พืช
5. ช่วยปรับค่าความเป็นกรด ด่าง (pH) ของดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของ
พืช
6. ช่วยกำจัด และต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคต่างๆ
7. ทำให้พืชสามารถสร้างพิษได้เอง สามารถต้านทานโรคและแมลงได้ดี
ปุ๋ยน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ
เป็นสารละลายสีน้ำตาลข้นที่ได้จากการย่อยสลายเซลล์พืช หรือเซลล์สัตว์ โดยผ่านกระบวนการ
หมักของ จุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจนและไม่ต้องการออกซิเจน ด้วยการเติมน้ำตาลทรายแดง หรือ
กากน้ำตาล ให้เป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่ย่อยสลาย ซึ่งมีจุลินทรีย์ในกลุ่มแบคทีเรีย
อาทิเช่น Bacillus sp., Lactobacillus sp., Streptococcus sp. กลุ่มเชื้อรา อาทิเช่น
Aspergillus niger, Pennicillium sp., Rhizopus และ กลุ่มยีสต์ อาทิเช่น Canida sp.
ฉะนั้นในน้ำสกัดอินทรีย์ชีวภาพที่ผ่านกระบวนการ ย่อยสลายอย่างสมบูรณ์แล้ว จึงประกอบด้วยจุลิ
นทรีย์หลากหลายชนิด และสารประกอบจากเซล์ลพืช เซล์ลสัตว์ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน
กรดอะมิโน ธาตุอาหาร เอ็นไซม์ และฮอร์โมนพืช ในปริมาณที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่
นำมาใช้
ส่วนประกอบที่ใช้ในการทำปุ๋ย
- ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน
- ดินหมัก 3 ส่วน
- ปุ๋ยขี้คน (ปุ๋ยอินเตอร์) 1 ส่วน
- แกลบดำ 1 ส่วน
- น้ำเอ็นไซม์ พอประมาณ
วัสดุการทำปุ๋ยหมัก
เศษหญ้า,เศษใบไม้แห้ง,แกลบ,ขี้ไก่-หมู-ควาย,น้ำเอ็นไซม์,กากปุ๋ยน้ำหมัก
วิธีหมัก
นำวัสดุทั้งหมดมาผสมให้เข้ากันราดน้ำเอ็นไซม์ตามลงไปผสมเสร็จ หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือนใน
ระหว่าง หมักเราต้องกลับปุ๋ยพลิกเอาข้างล่างขึ้นมาราดน้ำเอ็นไซม์เพื่อช่วยในการย่อยสลาย ครบ 1
เดือน เอามือล้วง เข้าไปในกองดูว่าไม่มีความร้อนแล้วนำไปใช้ได้เลย (กลับกองทุก 5 วัน)
ขั้นตอนการทำปุ๋ยอัดเม็ด
ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ปุ๋ยขี้คน 1 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน ดินหมัก 3 ส่วน มาผสมให้เข้ากันราดด้วยน้ำ
เอ็นไซม์ให้เปียก เอามือกำปุ๋ยดู ถ้าไม่แตกแสดงว่าใช้ได้ ถ้าแตกใส่น้ำเอ็นไซม์เข้าไปอีก ถ้าเปียก
มากไปก็เพิ่ม วัสดุในอัตราส่วนที่เท่ากันเข้าไป เสร็จแล้วนำเข้าเครื่องอัดเม็ด น้ำไปผึ่งไว้ในที่ร่มให้
แห้งนำไปใช้ได้เลย
ส่วนประกอบ
1) หญ้าสด 50 กิโลกรัม
2) ขี้ไก่ 5 กิโลกรัม
(ไม่ควรเลือกไก่ที่กินยาปฏิชีวนะเพราะจะทำให้มีกลิ่นเหม็นเน่าและเป็นอันตรายต่อจุลินทรีย์ใน
ดินและที่ปลายรากพืช)
วิธีทำ
1. นำหญ้าสด 10 กิโลกรัม ใส่ลงในถังหมักพลาสติกขนาด 200 ลิตรย่ำให้แน่น
(จะสูงประมาณ 20 ซม.)
2. โรยขี้ไก่หมาดๆ 1 กิโลกรัม ทับลงบนหญ้า
3. ทำซ้ำ เช่นเดิมอีก 4 ชั้น
4. ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่ม
5. บ่มไว้ประมาณ 45 วัน ขึ้นไป จะปุ๋ยน้ำเข้มข้นคุณภาพดี
วิธีใช้
1. ผสมน้ำ 1 : 200 - 500 รดราดดิน
2. ผสมน้ำ 1 : 300 - 1,000 ฉีดพ่นลำต้นและใบ
ส่วนประกอบ
1. เศษอาหารในครัวเรือนทุกชนิดรวมทั้งน้ำแกง น้ำพริก ผลไม้เปลือกหอยเปลือกกุ้ง
ก้างปลา หัวปลาน้ำล้างจาน เป็นต้น จำนวน 3 ส่วน
2. น้ำตาลแดงหรือกากน้ำตาล 1 ส่วน
3. น้ำสะอาด 10 ส่วน
(แล้วแต่เศษอาหารมีน้ำมากหรือไม่)
4. หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 1 ส่วน
วิธีทำ
1. นำเศษอาหาร 3 ส่วน ใส่ลงในถังพลาสติก
2. ผสมน้ำกับน้ำตาลให้เข้ากัน เป็นเนื้อเดียวกัน
3. เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นผสมในน้ำและน้ำตาล
4. เททับลงในถังที่ใส่เศษอาหารให้ทั่วๆ
5. ปิดฝาให้สนิท (ไม่ให้แสง และอากาศเข้าได้)
6. บ่มทิ้งไว้ประมาณ 120 วัน จะปุ๋ยน้ำคุณภาพดีกลิ่นหอม รสเปรี้ยว (pH ประมาณ 3)
**หมายเหตุ: ปริมาณส่วนผสมต่างๆ ปรับได้ตามส่วน
วิธีใช้
1. ผสมน้ำ 1 : 100 400 รดราดโคน
2. ผสมน้ำ 1 : 200 1,000 ฉีดพ่นลำต้นและใบ
ส่วนประกอบ
1. เศษพืชผักผลไม้ทุกชนิด 3 ส่วน
2. น้ำตาลแดงหรือกากน้ำตาล 1 ส่วน
3. น้ำสะอาด 10 ส่วน
4. หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 1 ส่วน
วิธีทำ
1. สับและนำเศษผักผลไม้ ใส่ในถังพลาสติก
2. ผสมน้ำกับน้ำตาลให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
3. เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น ผสมลงในน้ำและน้ำตาล
4. เททับลงบนเศษผักผลไม้ในถังให้ทั่ว
5. ใช้ไม้ไผ่ขัดกดให้เศษผักจมน้ำ
6. ปิดฝาให้สนิท ไม่ให้แสงและอากาศเข้า
7. บ่มทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 90 วันเป็นอย่างน้อย ก็จะได้ปุ๋ยน้ำคุณภาพดีกลิ่นหอม และ รสเปรี้ยว
(pH 3.3) เหมาะสำหรับรดพืชผักทุกชนิด
**หมายเหตุ ถ้าต้องการรดผักชนิดไหน ให้ใช้ผักชนิดนั้นหมักเป็นหลัก รวมกับพืชผัก หรือวัชพืชที่ ชอบขึ้น
ร่วมกับผักชนิดนั้น
วิธีใช้
1. ผสมน้ำ 1 : 100 รดราดดิน
2. ผสมน้ำ 1 : 200 400 ฉีดพ่นในและลำต้น
สูตรหอยเชอรี่ หรือสูตรปลา |
ส่วนประกอบ
1. หอยเชอรี่ หรือปลาสด 3 ส่วน
2. น้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาล 1 ส่วน
3. น้ำสะอาด 10 ส่วน
4. หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 1 ส่วน
วิธีทำ
1. นำหอยเชอรี่ หรือปลามาสับ ทุบ หรือบดให้พอแหลก
2. ผสมน้ำ น้ำตาล และหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้วเททับลงบนหอย
เชอรี่ หรือปลาในถัง
3. ใช้ไม้ไผ่ขัดกดให้หอยเชอรี่ หรือปลาจมลงในน้ำ
4. ปิดฝาให้สนิทไม่ให้แสงและอากาศเข้า บ่มทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 40 วันเป็นอย่างน้อย
**หมายเหตุ: ไม่ควรใช้สูตรหอยเชอรี่ หรือสูตรปลาเพียงอย่างเดียว ควรใช้ร่วมกับสูตรพืชผัก หรือสูตรสมุนไพรด้วย
ส่วนประกอบ
1. เศษพืชสด วัชพืช 1 ส่วน
2. ผลไม้ดิบ 1 ส่วน
3. ผลไม้สุก 2 ส่วน
4. เมล็ดพืช/เมล็ดวัชพืช 2 ส่วน
5. ซากสัตว์ 2 ส่วน
6. หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 1 ส่วน
7. นมสด 1 ส่วน
8. ไข่ทั้งเปลือก 1 ส่วน
9. กากน้ำตาล 1 ส่วน
10. น้ำมะพร้าว 1 ส่วน
วิธีทำ
1. นำส่วนผสมที่เป็นพืชและซากสัตว์ทั้งหมดมาบดละเอียด
(น้ำที่ออกมาอย่าทิ้งบรรจุลงในถังหมัก หรือ ภาชนะ ที่ไม่ใช้โลหะ)
2. นำกากน้ำตาล น้ำมะพร้าว หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น นมสด และไข่ทั้งเปลือกผสมให้เข้ากัน แล้ว
เททับลง บนวัสดุที่บดละเอียด
3. คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
4. ปิดฝาถังหมักให้สนิทเก็บไว้ในที่ร่มประมาณ 90 วัน
วิธีใช้
1. ผสมน้ำ 100 ลิตร : ปุ๋ย 200 ซีซี รดราดดิน
2. ผสมน้ำ 100 ลิตร : ปุ๋ย 100 ซีซี ฉีดพ่นใบและลำต้น
ส่วนประกอบ
1. ดอกไม้ตูม พร้อมเกสร 10 ส่วน
2. ผลไม้ดิบ 1 ส่วน
3. ผลไม้สุก 10 ส่วน
4. เมล็ดพืช 1 ส่วน
5. ซากสัตว์ 10 ส่วน
6. หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 5 ส่วน
7. นมสด 5 ส่วน
8. ไข่ทั้งเปลือก 5 ส่วน
9. กากน้ำตาล 5 ส่วน
10. น้ำมะพร้าว 5 ส่วน
วิธีทำ
1. นำวัสดุส่วนผสมทั้งหมดบดป่นละเอียด แล้วเทลงในถังหมัก
2. นำกากน้ำตาล น้ำมะพร้าว หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น นมสดและไข่ทั้งเปลือกผสมให้เข้ากัน
แล้วทับลงบนวัสดุ ที่บดละเอียด
3. คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
4. ปิดฝาถังหมักให้สนิทเก็บไว้ในที่ร่มประมาณ 90 วัน
วิธีใช้
1. ผสมน้ำ 100 ลิตร : ปุ๋ย 200 ซีซี รดราดดิน
2. ผสมน้ำ 100 ลิตร : ปุ๋ย 100 ซีซี ฉีดพ่นใบและลำต้น
ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ (ชนิดผง) |
เป็นปุ๋ยที่ได้จากการนำมูลสัตว์ชนิดต่าง ๆ มาผสมคลุกเคล้ากับขี้เถ้าแกลบ กากอ้อย รำข้าว และเศษ
ซากพืชต่าง ๆ โดยใช้น้ำตาล และหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการย่อยสลาย เมื่อหมัก
และย่อย สลายจนสมบูรณ์แล้ว จะได้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพที่มีคุณภาพซึ่งส่วนผสมต่าง ๆ
สามารถดัดแปลงได้ ตามวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ
สูตรมูลสัตว์
ส่วนประกอบ
1. มูลสัตว์
2. แกลบ เศษใบไม้ หรือซังข้าวโพด
3. ขี้เถ้าแกลบ
4. รำอ่อน
5. น้ำสะอาด
(ถ้าวัตถุดิบแห้งมาก ก็สามารถเพิ่มปริมาณขึ้นได้)
6. หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น
วิธีทำ
1. นำมูลสัตว์ แกลบ ขี้เถ้าแกลบ และรำอ่อนมาผสมคลุกเคล้าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
2. ผสมน้ำ กับหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นให้เข้ากัน รดลงบนกองวัสดุและทำการผสมให้เข้ากันจนมี
ความชื้น ประมาณ 35% (โดยทดลองกำดู) จะสามารถเกาะกันเป็นก้อนได้แต่ไม่เหนียว และ
เมื่อปล่อยทิ้ง ลงพื้นจากความสูงประมาณ 1 เมตร ก้อนปุ๋ยจะแตกแตย่ ังมีรอยนิ้วมือเหลืออยู ?
3. คลุกเคล้าให้เข้ากันดี ตักปุ๋ยใส่กระสอบ และมัดปากถุงให้แน่น
4. กองกระสอบปุ๋ยซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ และควรวางกระสอบแต่ละตั้งให้ห่างกัน เพื่อให้ความร้อน
สามารถระบาย ออกได้ทั้ง 4 ด้าน (เพื่อไม่ต้องกลับกระสอบ ทุกวัน)
5. ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ตรวจดูถ้ามีกลิ่นหอมและไม่มีไอร้อน ก็สามารถนำไปใช้งานได้และ
สามารถเก็บ รักษาไว้ได้นาน
วิธีใช้
ควรใช้ตั้งแต่ในขั้นตอนของการเตรียมดิน โดยผสมคลุกเคล้ากับดินในแปลง เสร็จแล้ว คลุมดินด้วย
ฟาง ใบไม้ หรือกิ่งไม้ และควรหมักดินทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จึงจะเริ่มลงมือปลูกพืช (ในกรณีที่เป็น
นาข้าว พืชไร่ และพืชผัก)
อัตราการใช้
1. นาข้าว 200 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
2. พืชไร่ พืชผัก 2 กำมือ ต่อ 1 ตารางเมตร
3. ไม้ยืนต้น พืชสวน 1 กิโลกรัม ต่อ 1 ตารางเมตร
ข้อแนะนำ
ในการใช้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพให้ได้ผลดีนั้น หลังจากหว่าน หรือคลุกผสมปุ๋ยหมักแห้งกับดิน
แล้ว ควรคลุมดินด้วยฟางเศษหญ้า หรือเศษใบไม้ต่างๆ จากนั้นใช้ปุ๋ยน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ รด
ราดลงไป ในอัตราส่วน 1 : 200 จะช่วยให้ดินร่วนซุย และฟูขึ้นทำให้รากพืชเติบโตได้ดี
จุดประสงค์ของการปั้นเม็ดก็เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา สะดวกต่อการเก็บและการใช้งาน โดยการ
ทำปุ๋ยเม็ดนั้น จะต้องมีอุปกรณ์และเครื่องจักรกลเข้ามาเพิ่มเติม จึงไม่สามารถที่จะทำในระดับ
ครัวเรือนได้เพราะลงทุนสูง โดยไม่จำเป็น
ส่วนประกอบ
1. ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ (ชนิดผง) 700 กิโลกรัม
2. มูลไก่/มูลวัว/มูลค้างคาว 100 กิโลกรัม
3. ดินฟอสเฟต 200 กิโลกรัม
4. ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตรหอย กุ้ง ปู 30 ลิตร
5. ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตรหญ้า ข้าว มูลไก่ 20 ลิตร
6. น้ำสะอาด 50 ลิตร
วิธีทำ
1. นำปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ มูลสัตว์ดินฟอสเฟต มาบดให้ละเอียด
2. ผสมปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตรหอย กุ้ง ปู สูตรหญ้า ข้าว มูลไก่ และน้ำสะอาดคนให้เข้ากัน
3. นำปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพ มูลสัตว์ และดินฟอสเฟตที่บดละเอียดแล้วมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
4. เอาส่วนผสมทั้งอย่างแห้ง และอย่างน้ำมาผสมกันให้มีความชื้นพอเหมาะสำหรับการปั้นเม็ด
5. นำส่วนผสมที่ได้เข้าเครื่องปั้นเม็ดปุ๋ย และอบแห้งด้วยความร้อนประมาณ 40-60 องศา
เซลเซียส จนมีความ ชื้นประมาณ 9-12%
6. บรรจุปุ๋ยเม็ดอินทรีย์ชีวภาพลงกระสอบ เพื่อนำไปเก็บ
(ควรเก็บไว้ในที่ร่ม อากาศแห้งและถ่ายเทสะดวก)
อัตราการใช้
1. นาข้าว 50 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่
2. พืชไร่ พืชผัก 100-200 กรัม ต่อ 1 ตารางเมตร
3. ไม้ยืนต้น พืชสวน 100-200 กรัม ต่อ 1 ตารางเมตร
ข้อแนะนำ
ในการใช้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพให้ได้ผลดีนั้น หลังจากหว่าน หรือคลุกผสมปุ๋ยหมักแห้งกับดิน
แล้ว ควรคลุมดินด้วยฟางเศษหญ้า หรือเศษใบไม้ต่างๆ จากนั้นใช้ปุ๋ยน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ รดราดลงไป ในอัตราส่วน 1 : 200 จะช่วยให้ดินร่วนซุย และฟูขึ้นทำให้รากพืชเติบโตได้ดี

สูตรการทำน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืช, สัตว์ที่ใช้แล้ว
ควรสวมถุงมือ ผ้าปิดปาก จมูกและผ้ากันเปื้อน เพื่อความปลอดภัย |
น้ำมันพืช , สัตว์ (โซดาไฟ) (กรัม)
(ลิตร) |
เมธิลแอลกอฮอล์ (เมธานอล)
(ลิตร) |
โซเดียมไฮดรอกไซด์
น้ำมันพืช , สัตว์ (โซดาไฟ) (กรัม) |
| อัตราคำนวณ (15-20 % ) |
อัตราคำนวณ (6-6.25 %) |
| 120 |
24 |
800 |
| 75 |
15 |
500 |
| 60 |
12 |
400 |
| 30 |
6 |
200 |
| 25 |
5 |
150 |
| 7.5 |
1.5 |
50 |
| 3.75 |
0.75 |
25 |
วิธีการทำไบโอดีเซล
1. นำน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ที่ใช้แล้ว กรองเอาเศษอาหารที่ปนออก แล้วยกขึ้นตั้งไฟ
- หากมีน้ำผสมอยู่ในน้ำมัน (ลักษณะขาวข้น) ต้องต้มน้ำมันในอุณหภูมิประมาณ 110
องศา นานประมาณ 10 นาที แล้วดับไฟ (ขณะต้มจะมีฟองน้ำผุดขึ้น และมีเสียงดังที่
ก้นหม้อ)
- หากไม่มีน้ำปน (น้ำมันมีลักษณะใส) ต้มน้ำมันที่อุณหภูมิ 57 องศา แล้วดับไฟ ความ
ร้อนจะขึ้นถึง 60 องศา
2. นำเมธิลแอลกอฮอล์ ใส่ลงในภาชนะคล้ายแกลลอนที่มีฝาปิด และนำโซดาไฟใส่ลงไป ปิด
ฝาแล้วเขย่า จนละลายหมด ณ เวลาใกล้เคียงกับน้ำมันอุณหภูมิ 60 องศา (ระหว่าง
เขย่า ควรหยุดเปิดฝาคลายให้ ไอร้อนระเหย และอย่าทำให้เกิดประกายไฟ ควรทำใน
สถานที่อากาศถ่ายเทได้ดี (หากมีการสัมผัสให้ล้างน้ำ สะอาดทันที)
3. เมื่ออุณหภูมิน้ำมันที่ต้ม 60 องศาพอดี ให้ยกน้ำมันลงจากเตา แล้วนำส่วนผสมของ ข้อ 2.
มาผสมลง แล้วกวนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน พักทิ้งไว้ค้างคืน
4. ตอนเช้าจะพบว่ามีฝ้าลอยอยู่บนผิวหน้าให้ตักออก แล้วตักของเหลวใสด้านบน (ไบโอดีเซล)
ตักพักไว้ ประมาณ 7 วัน ค่อยนำมาใช้เติมเป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันดีเซล ส่วนชั้น
ล่างเป็นของแข็งสีน้ำตาลคือกลีเซอรีน สามารถนำไป ทำเป็นสบู่ธรรมชาติเพื่อใช้ล้างทำความสะอาดพื้นหรือทำเป็นเชื้อเพลิงติดไฟ เมื่อผสมส่วนผสมเข้ากันแล้ว หลังจาก กวนส่วนผสม
ผลที่ได้คือ
- ได้เป็นของเหลวคล้ายเจลโดยไม่มีการแตกตัว หมายความว่า โซดาไฟมากไป
- ได้เป็น 3 ส่วน คือ
ส่วนบน = ไบโอดีเซล
ส่วนกลาง = น้ำมันที่ยังไม่ทำปฏิกิริยา
ส่วนล่าง = กลีเซอรีน
ควรทดสอบหาค่าของโซดาไฟตามความเหมาะสมของน้ำมันแต่ละแหล่งที่ได้มา ในจำนวนที่น้อยก่อนเพื่อป้องกัน ความเสียหายเนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันที่แตกต่าง
การใช้นำมันไบโอดีเซล
ความหมั่นตรวจสอบไส้กรอง ดีเซล และเปลี่ยนตามกำหนดหรือถ่ายน้ำจากกรองดังน้ำบ่อย
ๆ เพื่อป้องกันการอุดตันของสบู่ หากเครื่องยนต์มีอาการสะดุด ให้ตรวจสอบระบบท่อน้ำมัน
และไส้กรองน้ำมันดีเซล
การทำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100%
(VIRGIN COCONUT OIL) |

น้ำส้มควันไม้หรือน้ำส้มไม้ หรือ กรดไพโรลิกเนียส เป็นของเหลวสีน้ำตาลใส
มีกลิ่นควันไฟ ที่ได้มาจาก การควบแน่นควันที่ได้จากการเผาถ่านไม้ในสภาพอับอากาศ
ซึ่งอุณหภูมิในเตาอยู่ระหว่าง 300-400 องศา เซลเซียส และอุณหภูมิที่ปากปล่องควันอยู่
ระหว่าง 80-150 องศาเซลเซียส
ส่วนประกอบและ โครงสร้างของน้ำส้มควันไม้
ไม้ทุกชนิดมีส่วนประกอบเหมือนกันมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่
เซลลูโลส ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
เฮมิเซลลูโลส หลายชนิดประมาณ 20 -30 เปอร์เซ็นต์
ลิกนิน ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
สารประกอบชนิดอื่น ๆ
สารประกอบต่าง ๆ ในน้ำส้มควันไม้
| นิดสาร |
สารประกอบ |
| กรดอินทรีย์ |
ฟอร์มิค แอซิค, อะซีติค แอซิด, โปรไพโอนิค แอซิด |
| ฟีนอล |
ไกลคอล |
| คาร์บอนิล |
Formaldehyde, Acetaldehyde, Acetone, Ketone etc
|
| แอลกอฮอล์ |
Methyl, Ethanol, Propanol, Isopropanol etc
|
| Neutral component |
Levoglucosane |
| ด่าง (Base) |
Ammonia, Methylamine, Dimethylamine etc
|
คุณสมบัติและสารประกอบของน้ำส้มควันไม้
ค่าความเป็นกรด-ด่าง เท่ากับ 2.5-3
ค่าความถ่วงจำเพาะ เท่ากับ 1.007 1.024
น้ำส้มควันไม้มีสารประกอบมากกว่า 200 ชนิด ได้แก่
- น้ำ 85 เปอร์เซ็นต์
- กรดอินทรีย์ ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์
- และสารอินทรีย์อื่น ๆ ประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์
* แตกต่างกันไปตามชนิดของไม้ อุณหภูมิที่เผา การดักเก็บน้ำส้มควันไม้ และ
ระยะเวลา ในการเก็บรักษา
ที่มา ผศ.ดร. ดรุณี โชติษฐยางกูร และคณะวิชาพืชไร่ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้
1. เก็บไว้ในภาชนะที่ไม่ใช่โลหะ ปล่อยให้ตกตะกอน 3 เดือน จะแบ่งเป็น 3 ส่วนข้างบนไม่เข็ม
ข้น, ตรงกลางน้ำควันถ่าน, ข้างล่างเป็นน้ำมันทาร์ (สารก่อมะเร็งถ้าถูกความร้อน)
2. ป้องกันหรือขับไล่แมลงศัตรูพืช ใช้ตั้งแต่ 1:50 1:800 ฉีดพ่นตามความรุนแรง เช่น
ไส้เดือนฝอย, รา , รากเน่า, แมลง, ดอกร่วงหลังแตกยอด
3. กระตุ้นให้พืชโตและเพิ่มรสชาติผลไม้ 1:500 1:1000 ทำให้หวาน
4. เร่งการหมัก 1:100 ช่วยเพิ่มแบคทีเรีย ช่วยลดเวลาการหมักลง
5. ลดกลิ่นเหม็นใช้ 1:50 ราดในคอกสัตว์, ไล่แมลงมีพิษ เช่น ตะขาบ 1:100 ใช้ไล่แมลงวัน
1:30 ใช้ราดหน้าดินส่วนผสม 6 ลิตรต่อตารางเมตร เพื่อบำรุงผิวดิน 1:5- 1:10 ฆ่าเชื้อ
ในดิน
6. น้ำมันทาร์ เทหลุมเสาบ้านหรือ ทาผิวไม้ ป้องกันปลวกได้ดี ใช้น้ำส้มควันไม้เป็นอาหารเสริม
แก่ดินใช้ 1:200
7. สมานแผล หรือใส่แผล (ทดลองเอง) ใช้กับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง หรือนำไปกลั่นเก็บได้นาน
8. ปัจจุบันต่างประเทศต้องการมาก แต่ต้องมีปริมาณมากพอที่จะทำสัญญาซื้อขาย
วิธีการเผาถ่าน
1. ใช้อิฐบล็อกวางหนุนปากถัง 1 ก้อน (วางนอน)
2. ใช้ไม้ฟืนท่อนสั้น 10 ซม. วางรองเป็นหมอน 3 ท่อน
3. เรียงฟืนยาว 80 ซม. ขนาด 2-3 นิ้ว ให้ท่อนเล็กอยู่ล่าง โคนอยู่ปากถัง
4. ใช้ฝาน้ำมันที่ตัดไว้ ปิดแล้วยาด้วยดินเหนียว ผสมขี้เถ้าแกลบ
5. ต่อท่อระบบอากาศ และใช้ดินเหนียวยาให้มิดชิด
6. เอาอิฐบล็อกเรียงปากเตา สำหรับจุดไฟ 4 ก้อน
7. ใช้ฟืนจุดปากเตา ประมาณ 8 กก เท่านั้น
8. ประมาณชั่วโมงที่ 5 ของการจุด เริ่มเก็บน้ำส้มควันไม้ หลังเกิดควันบ้าง
9. ประมาณชั่วโมงที่ 9 เริ่มหยุดการเก็บน้ำส้มควันไม้ หรือสังเกตควันสีขาวปนเทา
10. พอควันใสสีเทา เริ่มใช้กระเบื้องวางปากปล่อง ถ้าไม่มีไอน้ำจับ ปิดเตาได้โดยเอาดินเหนียว
ผสมขี้เถ้า แกลบ ปิดปากปล่อง และหน้าเตา และโกยดินออก รอจนถังเย็น สามารถเปิดเอา
ถ่านออกได้ ห้ามใช้น้ำรดถังจะพัง
สูตรการทำอาหารไก่ และอาหารปลา |
| อาหารไก่ |
อาหารปลา |
| วัสดุ: |
วัสดุ: |
เศษผัก / เศษอาหาร 4 ส่วน
ข้าวเปลือกต้ม 2 ส่วน
ปลาป่น/หอยเชอร์รี่ 1 ส่วน
ใบกระถิน 1 ส่วน
รำ 1 ส่วน
น้ำเอนไซม์ 100 200 CC.
กากน้ำตาล ครึ่งกิโลกรัม |
เศษผัก 5 ส่วน
ปลาป่น/หอยเชอร์รี่ 2 ส่วน
ข้าวเปลือกต้ม 2 ส่วน
รำ 1 ส่วน
น้ำเอนไซม์ 100 200 CC.
กากน้ำตาล ครึ่งกิโลกรัม |
วิธีทำ
ผสมเศษผัก ข้าวเปลือกต้ม ปลาป่น ใบกระถิน และกากน้ำตาลให้เข้ากัน ตักรำโรยบนอาหารที่ผสม
ไว้แล้ว ก่อนเข้าเครื่องบดพร้อมน้ำเอนไซม์ลง บาง ๆ นำเข้าเครื่องบด บดเสร็จแล้วนำไปตากแดด
หรืออบให้แห้ง
ถ้าเป็นอาหารไก่ตากแห้งแล้วนำไปบดอีกครั้งให้เป็นผงก่อนนำไปใช้
ถ้าเป็นอาหารปลาหลังตากแห้งแล้วใช้ได้เลย
สูตรการทำแชมพู และสบู่มะขาม |
| แชมพู |
สบู่มะขาม |
| ส่วนผสม |
ส่วนผสม |
| N 28 2.5 ลิตร |
N 28 2.5 ลิตร |
| เกลือ 400 กรัม |
เกลือ 400 กรัม |
| น้ำมะกรูด 2 ลิตร |
น้ำมะขาม 1 ลิตร |
| น้ำผึ้ง 40 ซีซี |
น้ำแตงกวา 0.5 ลิตร |
| น้ำสะอาด 5 ลิตร |
น้ำใบเตย 1 ลิตร |
| |
น้ำผึ้ง 40 ซีซี |
| |
น้ำสะอาด 5 ลิตร |
วิธีการทำ
ใส่ N28 ลงในภาชนะที่สำหรับการกวน
ใส่เกลือที่ละลายน้ำแล้ว 2 ลิตร แล้วกวนไปเรื่อย ๆ แล้วค่อย ๆ เทน้ำเกลือทีละน้อย
เติมน้ำ และเติมส่วนผสมต่าง ๆ ที่เหลือนั้นลงไปแล้วค่อย ๆ กวนต่อไปให้เข้ากันจน
กลายเป็นเนื้อเดียวกัน
เสร็จแล้ววางทิ้งไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง ให้ฟองยุบตัวจากนั้นใส่ภาชนะที่เตรียมไว้
สูตรทำน้ำยาซักผ้า และ น้ำยาเอนกประสงค |
| น้ำยาซักผ้า |
น้ำยาซักผ้า |
| ส่วนผสม |
ส่วนผสม |
| N 70 1 ลิตร |
N 70 1 ลิตร |
| เกลือ 800 กรัม |
เกลือ 800 กรัม |
| น้ำมะละกอต้ม 2 ลิตร |
น้ำสับปะรดคั้น 1 ลิตร |
| น้ำสับปะรดคั้น 2 ลิตร |
น้ำใบเตย 1 ลิตร |
| น้ำใบเตย 1 ลิตร |
น้ำสะอาด 7 ลิตร |
| น้ำสะอาด 6 ลิตร |
ใช้น้ำมะนาว, ตะลิงปลิง, หรือน้ำกระเจี๊ยบแทนก็ได้ี |
วิธีการทำ
ใส่ N70 ลงในภาชนะที่สำหรับการกวน
ใส่เกลือที่ละลายน้ำแล้ว 2 ลิตร แล้วกวนไปเรื่อย ๆ แล้วค่อย ๆ เทน้ำเกลือทีละน้อย
เติมน้ำ และเติมส่วนผสมต่าง ๆ ที่เหลือนั้นลงไปแล้วค่อย ๆ กวนต่อไปให้เข้ากันจน
กลายเป็นเนื้อเดียวกัน
เสร็จแล้ววางทิ้งไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง ให้ฟองยุบตัวจากนั้นใส่ภาชนะที่เตรียมไว้
วิธีการเตรียมสมุนไพร
น้ำมะขาม เอามะขามแช่น้ำไว้ 20 นาที แล้วเอาส่วนน้ำมาต้มให้เดือด 30 นาที วางไว้ให้เย็น
กรองเอาส่วนข้างบนนำมาใช้
น้ำมะกรูด นำมะกรูดผ่าเป็น 4 ชิ้น เผาไฟปานกลางให้น้ำมันออกที่ผิวแล้วเอาไปต้มให้เดือด
30 นาที วางไว้ให้เย็น กรองเอาแต่น้ำมาใช้
น้ำมะละกอ นำมะละกอหั่นหยาบทั้งลูก ต้มให้เดือด 30 นาที กรองเอาแต่น้ำมาใช้
น้ำสับปะรด ปอกเปลือกออกแล้วสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วเอาไปปั่น กรองผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำมาใช้
น้ำแตงกวา ล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วปั่นกรองเอาแต่น้ำมาใช้ (เวลาใช้ให้เอา
ส่วนข้างบน ส่วนที่ตกตะกอนไม่เอา)
น้ำมะนาว นำมะนาวผ่าซีก แล้วเอาไปต้มให้เดือดประมาณ 30 นาที แล้วกรองเอาแต่น้ำมาใช้
แนวพระราชดำริที่มีต่อการอนุรักษ์และการปลูกป่า |
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างความตระหนัก ให้มีความรักป่าไม้ให้ ยืนยง โดยปลูกฝัง
จิตสำนึกแก่ประชาชนว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อนแล้วคนเหล่านั้นก็จะพากัน ลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วย ตนเอง พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริ
สำหรับการปลูกป่า ดังนี้
1. ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก คือ
1.1 เลือกให้ได้ที่เหมาะสมแล้วก็ทิ้งป่านั้นไว้ตรงนั้น ไม่ต้องไปทำอะไรเลย ป่าไม้จะเจริญ
เติบโตขึ้นมาเป็นป่าสมบูรณ์โดย ไม่ต้องปลูกเลย
1.2 ไม่ไปรังแกป่าหรือตอแยต้นไม้เพียงแต่คุ้มครองให้ขึ้นเองได้เท่านั้น
1.3 ในสภาพป่าเต็งรังป่าเสื่อมโทรมไม่ต้องทำอะไร เพราะตอไม้จะแตกกิ่งออกอีกถึงแม้
ต้นไม้ไม่สวยแต่ก็เป็นต้นไม้ใหญ่ได้
2. ปลูกป่าในที่สูง ใช้ไม้จำพวกที่มีเม็ดทั้งหลายปลูกบนยอดพื้นที่สูง เมื่อโตแล้วออกฝัก ออก
เมล็ดก็จะลอยตกลงมาแล้ว งอกเองในที่ต่ำต่อไปเป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติ
3. ลูกป่าต้นน้ำลำธารหรือปลูกป่าธรรมชาติ
3.1 ปลูกไม้ที่มีอยู่เดิม คือ ศึกษาดูก่อนว่าพืชพันธุ์ไม้ดั้งเดิมมีอะไรบ้างแล้วปลูกแซมตามรายการชนิดต้นไม้ที่ศึกษามาได้
3.2 งดปลูกไม้ผิดแผกไปจากเดิม ไม่ควรนำไม้แปลกปลอมต่างพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาปลูกโดยยังไม่ศึกษาอย่างแน่ชัดเสียก่อน
4. การปลูกทดแทน ในปี พ.ศ. 2543 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้เหลือเพียงร้อยละ 33.96
ของพื้นที่ทั้งประเทศหรือประมาณ 109 ล้านไร่เท่านั้น หากจะเพิ่มเนื้อที่ให้ได้ร้อยละ 40
ของพื้นที่ประเทศแล้ว คนไทยต้องช่วยกันปลูกป่าถึง 19 ล้านไร่ จึงจะเพิ่มป่าไม้ได้ครบตาม
เป้าหมายที่ กำหนดไว้ในนโยบายการปลูกป่าแห่งชาติ พ.ศ. 2528 การปลูกป่าทดแทนจึง
เป็นแนว ทฤษฏีการพัฒนาป่าไม้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
วิธีการที่ได้พระราชทาน คือ
1. ปลูกป่าทดแทนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมหรือพื้นที่ต้นน้ำลำธาร
2. ปลูกป่าทดแทนตามไหล่เขา ต้องปลูกต้นไม้หลายๆ ชนิด เพื่อใช้ประโยชน์อเนกประสงค์
3. ปลูกป่าทดแทนบริเวณต้นน้ำบนยอดเขาและเนินสูง
4. ปลูกป่าที่ยอดเขาเพื่อลุ่มน้ำตอนล่าง
5. ปลูกป่าบริเวณอ่างเก็บน้ำ
6. ปลูกป่าเพื่อพัฒนาลุ่มน้ำ
7. ปลูกป่าเพื่อให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น
8. ปลูกป่าเสริมธรรมชาติเพื่อเพิ่มที่อยู่อาศัยแก่สัตว์
9. การปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง พระองค์มีพระราชดำรัส ดังนี้ การปลูกป่าถ้า
จะให้ราษฎรมีประโยชน์ ให้เขาอยู่ได้ให้ใช้วิธีปลูกป่า 3 อย่าง แต่มีประโยชน์ 4 อย่าง คือ
ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ โดยปลูกรองรับ การชลประทาน ปลูกซับน้ำ และปลูกอุด
ช่วงไหล่ตามร่อยห้วยโดยรับน้ำฝนอย่างเดียว ประโยชน์อย่างที่ 4 คือ สามารถช่วยอนุรักษ์
ดินและน้ำ
บทฐานองค์ความรู้ 2 กลุ่ม
1. แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4
อย่าง คือ ประโยชน์ด้านอาหาร พลังงาน การใช้สอย และระบบนิเวศน์
2. แผนยุทธศาสตร์การปลูกต้นไม้ใช้หนี้เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของคณะกรรมการผู้นำชุม
ชนแห่งชาติ สำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี คือ การปลูกพืช 7 กลุ่ม ประกอบด้วย ไม้ชั้นบน
ไม้ชั้นกลาง ไม้ชั้นล่าง พืชหน้าดิน พืชหัว พืชน้ำ และพืชเถา ที่มีประโยชน์ 5 ประการ คือ เป็น
อาหาร เป็นยา เป็นที่อยู่อาศัย พลังงาน และการใช้สอยเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของชุมชน และ
มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจซึ่งประสบการณ์จากการนำร่องพบว่า การปลูกต้นไม้ สามารถสร้าง
รายได้ทั้งรายเดือน รายปี รายได้ เมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินและเป็นบำนาญชีวิตเมื่อถึงวัยชรา
ความคาดหวัง 3 ประการ
ยุทธศาสตร์การพึ่งตนเองและความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พลังงาน อาหาร และยา เป็นยุทธศาสตร์
ที่มุ่งเน้น
1. การฟื้นฟูความสมดุลให้กับระบบนิเวศน์ และพัฒนาฐานทรัพยากรธรรมชาติ
2. มุ่งแก้ไขปัญหาโลกร้อน และปัญหาหนี้สินของเกษตรกร
3. วางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในระยะยาวมี
กิจกรรมรูปธรรม การปลูกต้นไม้ใช้หนี้ บนที่ดินทำกินของตนเองเป็นกิจกรรมหลัก เป็น
หนี้ในความหมายสองนัย คือ หนี้ธรรมชาติหรือหนี้แผ่นดิน และหนี้สินอันเกิดจากความ
ผิดพลาดหรือล้มเหลวในการผลิตทางการเกษตร
เป้าหมาย 10 ประการ
เป้าหมายเพื่อการปลดเปลื้องหนี้สินเกษตรกร
1. แก้ปัญหาพื้นฐานเรื่อง หนี้สิน ของเกษตรกร โดย 3 มาตรการสำคัญคือ
1.1 มาตรการการศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์หนี้สินของเกษตรกร และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ
ภาวะหนี้สิน ซึ่งแตกต่างกันไปใน เกษตรแต่ละราย/กลุ่มตามเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
1.2 มาตรการการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และมาตรการอื่นๆ ในระยะเวลาที่เหมาะสม
เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมยุทธศาสตร์ มีช่วงเวลาในการปรับเปลี่ยนวิธีการในการผลิต แบบแผนการดำเนินชีวิต
1.3 มาตรการการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินคุณค่าทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการปลูก
ป่า และมูลค่าทางเศรษฐกิจ สัมพันธ์กับการจัดการหนี้ของเกษตรกรที่เข้าร่วมในโครงการ
2. ขยายผลการดำเนินงานของโครงการนำร่องตามยุทธศาสตร์การปลูกต้นไม้ใช้หนี้เพื่อแก้ไข
ปัญหาความยากจน
3. ครอบคลุมเป้าหมาย คือ เกษตร 10 ล้านคน/ครอบครัว ปลูกต้นไม้บนที่ดินทำกินของ
ตนเอง 4 - 5 ไร่ต่อ ครอบครัวจะช่วยให้ประเทศชาติฟื้นคืนป่าได้ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ป่าไม้ที่
สูญเสียไปตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมาภายในระยะเวลา 5 ปี (2550 - 2554)
เป้าหมายด้านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเกษตรกรรม โดยการสร้างฐานทรัพยากรป่าไม้บนที่ดินทำกิน
ของเกษตรกร อันจะส่งผล ให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพบนที่ดินทำกินและการฟื้นฟู
ความสมดุลของระบบนิเวศน์ในชุมชนท้องถิ่น
2. เพิ่มปริมาณต้นไม้ เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของชาติ อันเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของการพัฒนาที่
สอดคล้องกับ ศักยภาพของ ชาติในระยะยาว
3. ลดปัญหาภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ
เป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจ
1. ความหลากหลายของผลผลิตจากผืนดิน มีอาหาร มียา มีไม้สร้างบ้านเรือน มีพืชพลังงานมี
ส่วนเกินขายเป็นรายได้ ประจำวัน รายเดือน รายปี รายได้ เมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินและมี
ต้นไม้เป็นบำนาญชีวิตเมื่อถึงวัยชรา ช่วยให้เกษตรกร พึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจตาม
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2. เกษตรกรสามารถนำรายได้ดังกล่าวไปปลดเปลื้องหนี้สินที่มีอยู่กับสถาบันการเงินทั้งใน
ระบบและนอกระบบ
3. ประเทศชาติและประชาชนได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากข้อตกลง คาร์บอนเครดิต
ในทางสากล
4. สร้างฐานทรัพยากรในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติในระยะยาวเป็นทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับ
การผลิตอาหาร (เพื่อสุขภาพ) ยา (สมุนไพร) พลังงาน (จากพืช) และการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติจากป่าไม้
ความเป็นมา
ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร
- การขายที่ดินทำกินปลดหนี้ ธกส. แล้วบุกรุกป่าหรือเป็นทาสแรงงานในสังคมอุตสาหกรรม
- เอาชีวิตโดยการตายปลดหนี้ด้วยแนวทางกองทุน
ฌาปนกิจ
- เรียกร้องให้รัฐบาลปลดหนี้โดยการประท้วง ฯลฯ
แนวคิดสภาผู้นำชุมชน
- ยุติปัญหาการเรียกร้องให้ปลดหนี้
- ใช้ต้นไม้ให้หนี้แทน ( โดยการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ )
คำถาม
1. ประชาชนไม่เป็นหนี้ ปลูกได้ไหม
2. ประชาชนมีหนี้สินบางส่วนมูลค่าต้นไม้เกินทำอย่างไร
แนวคิดพงศา ชูแนม
- ต้นไม้ควรมีค่าขณะมีชีวิต
- การตีค่าต้นไม้ของประชาชนให้เป็นทรัพย์นำมาใช้กับ
รัฐ
- แรงจูงใจในการปลูกต้นไม้ของประชาชนทุกคน
- แนวคิดสร้างโลก 5 ใบในโลกใบเดียว
นักวิทยาศาสตร์ได้เสนอแนวทางในการแก้ปัญหาโลกร้อนที่เกิดจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์
มากเกิน ในชั้นบรรยากาศ ให้อยู่ในประมาณที่พอดีต่อการอยู่ได้ของมนุษยชาติ มี 2 วิธี ได้แก่
1. ลดการใช้พลังงาน
2. ปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
ในการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์นั้น นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณพื้นที่ในการปลูก
ต้นไม้เพื่อให้เพียงพอต่อ การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดขึ้นให้เกิดภาวะปกติ หรือมนุษย์อยู่ได้
ต้องใช้พื้นที่ดิน จำนวน 2 เท่า พื้นที่ดินบนโลก ซึ่งหมายถึง ต้องสร้างโลกอีกใบให้มาดูดซับ
คาร์บอนไดออกไซด์
ทว่าแนวคิดการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากต้นไม้ตามแนวคิดนักวิทยาศาสตร์ ตะวันตกหมายถึง
การปลูกพืช แบบเชิงเดี่ยว ทำให้เรือนยอดต้นไม้มีชั้นเดียว พืชเชิงเดี่ยวทุกชนิดมีเรือนยอดสีเขียว
เป็นช่วงชั้นที่เป็นใบ และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 8 เมตร (ให้วัดจากสีเขียวของใบ
ล่างสุด จนถึงยอดสุดของ พืชเชิงเดี่ยว สูงไม่เกิน 8 เมตร)
ในแนวทางของธนาคารต้นไม้ ส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้ ผสมผสานให้เกิดความหลากหลายทุก
ระดับชั้นเรือนยอด ซึ่งมีสีเขียวตั้งแต่ระดับพื้นดินจนถึง 40 เมตร ทำให้เกิดพืชมีสีเขียวประมาณ 5
เท่าของพืชเชิงเดี่ยว เสมือนการสร้างโลก 5 ใบ ในโลกใบเดี่ยว เพื่อสร้างโลกให้ร่มเย็น เป็นสมการ
แก้โลกร้อนที่สามารถทำให้เป็นจริงได้มากกว่าแนวทางอื่น
ข้อสรุป
- ในเครือข่ายจังหวัดชุมพร มีมติให้ใช้ธนาคารต้นไม้
แทนโครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้
- ขยายข้อจำกัดให้ปลูกได้ทั้งผู้ที่เป็นหนี้และไม่เป็นหนี้
เป็นการให้ผู้มีฐานะทางสังคมดีเป็นแกนนำ
แนวคิดธนาคารต้นไม้
1. ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิดที่จะให้ภาคประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรปลูกต้นไม้เศรษฐกิจใน
ที่ดินทำกินของตนเอง แล้วสร้างมูลค่าต้นไม้เป็นทรัพย์สิน ตลอดจนการใช้มูลค่าไม้เป็น
หลักทรัพย์ หรือ หลักประกันต่าง ๆ ที่จะต้องทำ ระหว่างรัฐกับประชาชน
2. ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิดให้ชุมชนปลูกต้นไม้ในที่ดินส่วนรวมเพื่อสร้างมูลค่าเป็นทรัพย์สิน
ของชุมชนส่วนรวม
3. ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิดจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แผ่นดินและมุ่งแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยแนวคิดสร้างโลก 5 ใบ บนโลกใบเดียว
4. ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิดให้เกษตรกรรักแผ่นดินทำกินและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ที่ดิน
ตลอดจนป้องกันการซื้อขายที่ดิน
5. ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิดในการรับรองสิทธิต้นไม้ที่ปลูกและรับรองสิทธิ์ในที่ดินที่ประชาชน
ได้ปลูกต้นไม้
6. ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิดการสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ สร้างเครือข่าย กลุ่มคนที่ปลูกต้นไม้
7. ธนาคารต้นไม้ มีแนวคิดในการสร้างความพอเพียง มั่งคั่ง ยั่งยืนให้กับมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
8. ธนาคารต้นไม้มีแนวคิดในการดำรงวิถีการเกษตรที่มุ่งเอาภูมิปัญญาชาติพันธุ์ไทยทำ
การเกษตรให้เกิดความหลากหลาย ในพื้นที่และสร้างสมดุลแก่ระบบนิเวศน์
หลักการธนาคารต้นไม้
หลักการที่ 1 ต้นไม้ที่ประชาชนปลูก ณ ที่ใด ประชาชนมีสิทธิในการเป็นเจ้าของ
หลักการที่ 2 ต้นไม้ที่ประชาชนปลูก ณ ที่ใด ประชาชนย่อมมีสิทธิดูแลรักษา คิดมูลค่าและ
การตัดเพื่อเป็นสินค้า
หลักการที่ 3 ผืนแผ่นดินที่ประชาชนปลูกต้นไม้ ประชาชนย่อมได้รับการรับรองสิทธิทั้งต้นไม้
และที่ดินให้เป็นของประชาชน
หลักการที่ 4 ต้นไม้ที่ประชาชนปลูก ย่อมเป็นทรัพย์ของประชาชนและต้นไม้ทุกต้นย่อมมีมูลค่า
หลักการที่ 5 ต้นไม้ทุกต้นที่ประชาชนปลูกย่อมสร้างสีเขียวให้แผ่นดิน และความสมดุลให้กับ
ระบบนิเวศ ตลอดจนแก้ปัญหา โลกร้อนได้โดยดุษฎี
จุดเด่นของจุลินทรีย์ท้องถิ่น (ทองเหมาะ แจ่มแจ้ง) |
คือ สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การปศุสัตว์ การประมง การอนุรักษ์
สิ่งแวดล้อม ถ้ามีการใช้ จุลินทรีย์ท้องถิ่นกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งๆ ขึ้นไป จุลินทรีย์ท้องถิ่นยัง
สามารถช่วยแก้ปัญหาอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทุกขณะ เพราะจุลินทรีย์จะช่วยสร้างออกซิเจนเพิ่มขึ้น
การทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่น (ทองเหมาะ แจ่มแจ้ง)
ส่วนประกอบ
ดินที่มีจุลินทรีย์ ครึ่งกิโลกรัม แกลบดิบ 1/2 ปีบ
ใบไผ่ 1/2 ปีบ น้ำ 1/2 ปีบ
รำละเอียด 1/2 ปีบ ถังพลาสติก 1 ใบ
วิธีทำ
นำแกลบดิบ ใบไผ่ และดินจุลินทรีย์ คลุกเคล้าให้เข้ากัน รดน้ำ ใส่ไว้ในถังพลาสติก ใส่รำ ละเอียด
คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกรอบ ใช้กระสอบปิด ทุก 24 ชั่วโมง ต้องกลับกองเพื่อระบายความร้อน
วิธีการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์น้ำ
ส่วนประกอบ
ถังพลาสติก 120 ลิตร (มีฝาปิด) 1 ลูก
น้ำสะอาด 125 ลิตร
การน้ำตาล 8.5 ลิตร
ผ้าขาวบาง 1 ผืน
วิธีทำ
นำน้ำใส่ถัง 125 ลิตร ใส่กากน้ำตาล 8.5 ลิตร คนให้เข้ากัน ใส่ถุงไนล่อนบรรจุเชื้อจุลินทรีย์คนไป
มา ปิดฝาให้สนิทระบายอากาศทุก 24 ชั่วโมง หมักไว้ 1 เดือน เชื้อราราขึ้นพร้อมใช้งาน
|
ข้อมูลเกี่ยวกับชุมพร คาบาน่า รีสอร์ต โดยคณะพัฒนาสังคม นิด้า
บทนำ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 เป็นแผนพัฒนาที่มุ่งการพัฒนา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าที่ดีในสังคมไทยบนพื้นฐานของการอนุรักษ์วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของความเป็นไทย โดยในการพัฒนาประเทศจะยึดหลัก "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นปรัชญานำทางให้การพัฒนายึดทางสายกลาง อยู่บนพื้นฐานของความสมดุลพอดีและความพอประมาณอย่างมีเหตุผล นำไปสู่สังคมที่มีคุณภาพทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางการเมือง สามารถพึ่งตนเอง มีภูมิคุ้มกันและรู้เท่าทันโลก คนไทยส่วนใหญ่มีการศึกษาและรู้จักเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต เป็นคนดีมีคุณธรรมและซื่อสัตว์สุจริต อยู่ในสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ สามารถรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่ไปกับการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม ดำรงไว้ซึ่งคุณธรรมและคุณค่าทางสังคมไทยที่มีความสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน อันจะเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล มีคุณธรรมและยั่งยืน การสร้างเครือข่ายให้เกิดความเข้มแข็ง
ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ตเป็นหน่วยงานภาคธุรกิจที่ได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ โดย คุณวริสร รักษ์พันธุ์ กรรมการผู้จัดการ ได้เป็นผู้ดำเนินการให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสมาชิกในชุมชน ให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม สามารถรักษาหรือปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับระบบนิเวศ โดยใช้ทรัพยากรการผลิตอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพไม่ก่อให้เกิดผลเสียทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจนถึงคนรุ่นต่อไป นับว่าเป็นตัวอย่างของภาคธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และเปิดโอกาสให้บุคคลหรือหน่วยงานต่าง ๆ เข้าเยี่ยมชมเพื่อนำไปเป็นแบบอย่างในการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินธุรกิจ
ข้อมูลทั่วไปขอ งชุมพร คาบาน่า รีสอร์ต
ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ตั้งอยู่บริเวณหาดทุ่งวัวแล่น ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เมื่อปี พ.ศ. 2525 มีเพียงชายหาดที่มีทรายละเอียดขาวร่วมกับร่มเงาของต้นมะพร้าวที่สะบัดใบล้อลมทะเลซึ่งปลอดผู้คนและบ้านเรือน และตอนใต้ของหาด ติดกับอำเภอเมืองชุมพร ได้ก่อเกิดรีสอร์ตขึ้นมาอย่างไม่มีใครในท้องถิ่นได้คาดฝันไว้ก่อน รีสอร์ตเล็ก ๆ ที่มีเรือนพักเพียง 7 หลังกับหลังศาลาหลังคามุงจาก เลียนแบบเรือนช้างหลวง และสิ่งประหลาดอีกอย่างหนึ่งคือ รูปปั้นหน้าตาผิดแผกไปจากลักษณะไทย ๆ ที่คุ้นเคย ยืนตระหง่านอยู่บนหน้าหาด วัตถุประสงค์เพียงเพื่อใช้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเมื่อมาเยือน ณ ที่นี้
จังหวัดชุมพรเป็นประตูสู่ภาคใต้ ระยะทางจากรุงเทพถึงชุมพร 450 กิโลเมตร สิ่งที่สมบูรณ์อีกอย่างหนึ่งของชุมพรคือ ทะเลสีคราม อ่าวชุมพร เป็นทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของอ่าวไทย มีเกาะมากมาย 40 เกาะ มีใต้ทะเลที่มหัศจรรย์ น้ำทะเลใส ฝูงปลามากมาย ปะการังสมบูรณ์ และมีชายหาดที่ดีที่สุดของภาคใต้ในอ่าวไทย คือหาดทุ่งวัวแล่น มีความลาดชันน้อยมาก ทรายละเอียดขาวสะอาด ที่ชุมพรคาบาน่ารีสอร์ต มีความสงบ คงความเป็นธรรมชาติในสภาพเดิม ต้นไม้นานาชนิดจะขึ้นอย่างเกื้อกูลกันไม่เป็นระเบียบ ไม่ตกแต่งอย่างถูกกำหนดตายตัว มีทั้งไม้หอม ไม้ใบ ไม้ยืนต้น และยังมีต่อไปถึงนาข้าว สวนครัวรั้วกินได้ พืช ผักปลอดสารเคมี
ปี พ.ศ. 2532 วันที่ 4 พฤศจิกายน เป็นวันที่ชาวจังหวัดชุมพรพบกับภัยธรรมชาติพายุเกย์ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ถนนลูกรังได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นถนนลาดยาง โดยได้รับงบประมาณจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และมีชื่อถนนว่า "ถนนอาภากร" นับตั้งแต่นั้นมา สรรพสิ่งในโลกย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ชุมพรคาบาน่ายืนอยู่ที่เดิม แต่เพิ่มที่พักเป็นอาคาร 3 ชั้น 3 หลัง เน้นการก่อสร้างแบบรักษาธรรมชาติ ประหยัดพลังงาน อาคารไม่สูงเกินยอดไม้ เพื่อความร่มรื่นอยู่กับธรรมชาติ มองเห็นความเขียวสดชื่น เย็นสบาย มีนกหลากหลายมาอาศัย ส่งเสียงเป็นเพื่อนในเวลากลางวัน เป็นโรงแรมที่จะบอกกล่าวเล่าเรื่องราว ของการก่อสร้างแบบประหยัด ทนแดด ทนลม ทนแผ่นดินไหว
สิ่งที่มีอยู่คู่กับชุมพรคาบาน่ารีสอร์ต รีสอร์ต แห่งนี้คือกิจกรรมทางทะเล โรงเรียนสอนดำน้ำของ ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต จะเน้นเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อม การไม่ทำลาย เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม กิจกรรมชื่นชมกับธรรมชาติถูกกำหนดขึ้นมาหลายแห่งหลายทาง ประกอบด้วยสวนผลไม้หลายแห่งของจังหวัดชุมพร แต่ละแห่งจะพร้อมใจกันรักษาธรรมชาติ ไม่คิดทำลายเพราะทุกคนต้องการความยั่งยืน การไปล่องแพที่ต้นแม่น้ำหลังสวน อำเภอพะโต๊ะ ก็เป็นที่ประทับใจของทุกคน การไปชมหิ่งห้อยที่แม่น้ำท่าตะเภา และการไปตกหมึกในอ่าวชุมพร
ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ธรรมชาติเพื่อการพักผ่อนของคนทั่วโลก มีการกำเนิดจากการรักธรรมชาติ มีความสุขท่ามกลางสวนไร่ นา และผู้คนท้องถิ่นที่รักสงบ ร่วมกันรักษาชายหาดให้ปลอดขยะ และการก่อกองไฟบนชายหาด
กระบวนการและขบวนการทางสังคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง: กรณีศึกษาชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต
1 ความเป็นมา
"ชุมพร คาบาน่า" รีสอร์ต ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2525 ณ หาดทุ่งวัวแล่น ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร โดยมีเรือนพักเพียง 7 หลัง พร้อมกับศาลาหลังคาจาก เลียนแบบเรือนช้างหลวง และรูปปั้นที่มีหน้าตาผิดแผกแตกต่างไปจากลักษณะไทย ๆ ที่คุ้นเคย ยืนตระหง่านอยู่หน้าหาด เพียงเพื่อไว้ใช้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเท่านั้น ท่ามกลางชายหาดที่มีทรายละเอียดขาวกับร่มเงาของต้นมะพร้าวที่สะบัดใบล้อลมทะเล ปลอดผู้คนและบ้านเรือน
จังหวัดชุมพรเป็นเมืองต้นแรกของภาคใต้ต่อจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีระยะห่างจากรุงเทพมหานคร เพียง 450 กิโลเมตร มีพื้นที่ ๆ สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย นอกจากนี้สิ่งที่สมบูรณ์อีกอย่างหนึ่งของชุมพรก็คือ ทะเลสีคราม อ่าวชุมพร ซึ่งเป็นทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของอ่าวไทย มีเกาะมากมาย 40 เกาะ มีใต้ทะเลที่มหัศจรรย์ น้ำทะเลใส ฝูงปลามากมาย ปะการังที่สมบูรณ์ และชายหาดที่ดีที่สุดของภาคใต้ในอ่าวไทย คือ หาดทุ่งวัวแล่น ซึ่งเป็นชายหาดที่มีความลาดชันน้อยมาก ทรายละเอียด ขาวสะอาด มีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับการเล่นน้ำ บรรยากาศและสภาพพื้นที่ดังกล่าวจึงทำให้คุณครูอัจฉรา รักษ์พันธุ์ ได้ลาออกจากราชการ และตัดสินใจลงหลักปักฐานสร้าง "ชุมพร คาบาน่า"
รีสอร์ต ขึ้น ด้วยความรู้สึกว่าผืนดินนี้เป็น "แผ่นดินของเรา" ด้วยเจตนารมณ์ที่จะรักษาธรรมชาติให้เป็นธรรมชาติ ทุกอย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
ระยะเวลาผ่านไป ผู้คนได้รู้จัก "ชุมพรคาบาน่า" รีสอร์ต มากขึ้น จากบ้านพักเพียง 7 หลัง ได้เพิ่มขึ้นเป็น 40 หลัง และถึงแม้ว่าการเดินทางจะต้องผ่านถนนลูกรังที่สมบูรณ์ด้วยหลุมบ่อมากมาย จากถนนเพชรเกษม อำเภอท่าแซะเข้ามาชายหาดเป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร และจากอำเภอเมืองเข้ามา 15 กิโลเมตร รวมทั้งไฟฟ้ายังปั่นเองเพียงครึ่งคืน หลังจากนั้นก็ใช้แสงเทียนและไฟฉายก็ตาม แต่ถึงกระนั้นชายหาดก็ยังสดสวยสะอาด ขาวปราศจากการก่อกองไฟ เพราะทุกคนพร้อมใจ กันทำตามคำแนะนำที่จะร่วมกันรักษาธรรมชาติให้คงเดิม
จนกระทั้งวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 เกิดพายุเกย์ขึ้นที่ชุมพร ประชาชนได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติดังกล่าว และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ขึ้นในชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต และบริเวณใกล้เคียง ถนนลูกรังได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นถนนราดยาง โดยได้รับงบประมาณจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีชื่อถนนว่า "อาภากร" นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในขณะที่ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยเพิ่มที่พักเป็นอาคาร 3 ชั้น 3 หลัง ซึ่งเน้นการก่อสร้างแบบรักษาธรรมชาติ ประหยัดพลังงาน อาคารไม่สูงเกินยอดไม้ เพื่อความร่มรื่นอยู่กับธรรมชาติและการพักผ่อนอย่างแท้จริง
ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ได้จัดกิจกรรมทางทะเลที่นอกเหนือจากการเล่นน้ำที่ชายหาดอย่างปลอดภัยแล้ว ยังมีเรือนำเที่ยวทางทะเลเพื่อชมเกาะและดำน้ำดูปะการังอันเป็นกิจกรรมหลักที่อยู่ควบคู่มากับรีสอร์ตตั้งแต่เริ่มแรก และเป็นกิจกรรมที่ทำให้ทะเลชุมพรเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และทำให้ทั่วโลกได้รู้จักหาดทุ่งวัวแล่นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะโรงเรียนสอนดำน้ำของชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต จะเน้นในเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อมและการไม่ทำลาย เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสชื่นชมกับกิจกรรมชื่นชมธรรมชาติที่ถูกกำหนดขึ้นมาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการชมสวนผลไม้ในหลาย ๆ สวน หลาย ๆ อำเภอ ซึ่งพร้อมใจกันรักษาธรรมชาติเพื่อความยั่งยืนไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม โดยความร่วมมือ ร่วมใจจากทุก ๆ สถานที่ที่ได้พานักท่องเที่ยวไปชื่นชม เช่นการล่องแพที่ต้นแม่น้ำหลังสวน อำเภอพะโต๊ะ การชมหิ่งห้อยที่แม่น้ำท่าตะเภา การไปตกหมึกในอ่าวชุมพรและการดำน้ำแบบผิวน้ำหรือใช้ถังอากาศตามเกาะต่าง ๆ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ในทะเล ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำเก็บสิ่งที่ไม่พึงประสงค์เช่น การเก็บอวนที่ติดตามกองหิน-ชายเกาะ การร่วมกันนำหอยมือเสือมาปล่อยจนเป็นอุทยานหอยมือเสือของประเทศไทย ซึ่งเป็นการร่วมมือกันในระหว่างนักดำน้ำ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร นักวิชาการ ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต และศูนย์กีฬาดำน้ำจังหวัดชุมพร เป็นต้น หรือแม้กระทั่งกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบผจญภัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการไปชมธรรมชาติแท้จริงของป่าเขา น้ำตก ถ้ำ สวนสมรม (สวนซึ่งมีต้นไม้หลายชนิดปลูกรวมกัน) อายุเป็น 100 ปี ขึ้นไป ซึ่งมีให้ชมหลายแห่ง รวมทั้งการชมค่างแว่น ซึ่งพากันอาศัยวัดเป็นที่พักพิงอย่างปลอดภัยและร่มเย็น ขณะเดียวกันยังมีการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติใหม่ ๆ ของชุมพร แล้วร่วมกันปรับปรุงโดยยึดหลักการคงอยู่ของธรรมชาติเป็นสำคัญ อันเป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของรีสอร์ต ที่จะเข้าร่วมกับชุมชน เพื่อดูแลรักษาสิ่งที่มีค่าร่วมกัน โดยอาศัยพึ่งพิงกัน ซึ่งทำให้กิจการของชุมพรคาบานา รีสอร์ต กำลังดำเนินกิจการเป็นไปด้วยดี
แต่แล้ววิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ก็ทำให้ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ต้องซวดเซเพราะภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากพิษของค่าเงินบาทที่ลดลง คุณวริสร รักษ์พันธุ์ ผู้สืบสานเจตนารมณ์จากคุณแม่ ซึ่งได้พยายามที่จะรักษากิจการของชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ให้คงอยู่และรุ่งเรือง จนกระทั้งวันหนึ่งที่ได้พบกับอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ซึ่งได้ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นภายในชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต และชุมชนโดยรอบ ด้วยการน้อมนำเอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้ภายในชุมพรคาน่า รีสอร์ต และเชื่อมโยงไปสู่ชุมชนรายรอบรีสอร์ต จนเกิดเครือข่ายชุมชน เผยแพร่ผลการดำเนินงานตามแนวปรัชญาดังกล่าว และกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ทรงคุณค่าอย่างมากมายในปัจจุบัน
2. ปัจจัยที่ทำให้การดำเนินกิจกรรมสำเร็จ
ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายทั้งภายในและนอกรีสอร์ต โดยมีรายได้หลักจากกิจกรรมด้านการบริการเกี่ยวกับที่พักและอาหาร และมีกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวทางทะเลที่อยู่คู่กับชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ตลอดมา เป็นรายได้รอง ปัจจุบัน ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ได้ดำเนินกิจกรรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของกิจกรรม คือ
2.1 ผู้นำ โดยคุณวริสร มีศักยภาพ ดังนี้
ก. ศรัทธา คือ ศรัทธา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเชื่อและศรัทธาในแนวทางของ พระองค์ท่านว่าเป็นไปได้จริง
ข. ความต้องการที่อยากจะทำหรือสิ่งที่เรียกว่าเป็นระเบิดออกมาจากข้างใน เพราะเมื่อมีศรัทธาเกิดขึ้นแล้วก็ทำให้เกิดความอยากที่จะทำตามสิ่งที่ศรัทธา
ค. พร้อมที่จะทำด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จริงอันจะทำให้เกิดความรู้ความชำนาญ และสามารถขยายเครือข่ายการเรียนรู้ไปสู่ภายนอกรีสอร์ตได้
แนวคิดของคุณวริสรดังกล่าว จึงเป็นจุดเด่นที่สุด เพราะสามารถคิดได้ทั้งในรูปของนามธรรมและรูปธรรม โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงจะทำให้มั่งคั่งได้
2.2 ปัจจัยสนับสนุน
ก. บิดา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาสมาชิกวุฒิสภา
ข. มารดา ซึ่งเป็นอดีตนายกสมาคมการท่องเที่ยวชุมพร 5 สมัย 10 ปี
ค. การศึกษาของผู้นำที่มีเป็นพื้นฐาน
ง. พื้นฐานทางเศรษฐกิจ
จ. อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่ปรึกษา
3. การดำเนินกิจกรรม
ภายในชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต มีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ คือ
1) เส้นทางข้าว
จากภูมิประเทศของชุมพร ซึ่งเป็นดินทราย จึงยากที่จะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารได้ ดินทรายจึงเหมาะกับการปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งสามารถเจริญเติบโตในดินทรายได้ แต่มีข้อเสีย คือ ปาล์มดูดซึมหรือว่ากินน้ำเยอะ ซึ่งถ้าปลูกมาก ๆ ขึ้น จะมีผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่มีการขาดแคลนมากในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน พันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ดีมีชื่อเสียงที่สุดของชุมพร คือ " เหลืองปะทิว" กำลังจะสูญพันธุ์ และในหลวงท่านไม่มีพระราชประสงค์ที่จะให้ชุมพรปราศจากการทำนาข้าวเพราะจะทำให้ชุมพรยิ่งมีความแห้งแล้งยิ่งขึ้น และเพื่อที่จะพิสูจน์แนวคิดในการปรับปรุงดิน การปลูกข้าวจึงเป็นโครงการแรกในการนำระบบเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาใช้ในชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต โดยร่วมมือกับชาวนากลุ่มสุดท้าย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6-7 ครอบครัว เริ่มตั้งแต่การปรับให้ดินทรายนั้นกลายเป็นดินที่สามารถปลูกข้าวได้ โดยใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปัจจัยในการผลิต ซึ่งเริ่มโครงการในวันพืชมงคล 2543 โดยได้ทำการนำใบไม้ที่เก็บกวาดได้ในแต่ละวัน นำมาหมัก คลุมดินและฝังกลบ และเริ่มมีการนำหญ้าแฝกพันธุ์สุราษฎร์มาปลูกตามริมตลิ่งเพื่อป้องกันดินพัง ร่องน้ำเดิมถูกปรับเปลี่ยนเป็นแปลงข้าว ด้านบนบางส่วนจัดเป็นแปลงข้าวใช้น้ำน้อย (ข้าวไร่) พื้นที่ที่เหลือจัดเป็นแปลงผัก ไม้ผล ไม้ดอก โดยทั้งหมดไม่มีการใช้สารเคมี เน้นการใช้ของเหลือใช้ เช่น ใบไม้ ขยะสดจากครัว ปลายหญ้าแฝก มาเป็นวัตถุดิบในการหมักแบบชีวภาพ เพื่อนำน้ำและกากมาเป็นสิ่งสำคัญในการปรับปรุงอินทรีย์วัตถุ ให้เกิดการย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินโดยใช้เวลาอันสั้นกว่าการปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาติและสุดท้ายก็สามารถทำให้พื้นดินที่เดิมเคยเป็นดินทรายนี้ กลับกลายเป็นดินสามารถที่ปลูกข้าวได้จริง
ต่อมาได้นำแนวคิดในการปลูกข้าวนี้ไปเผยแพร่ยังชุมชนรอบ ๆ โดยการรณรงค์เรื่องการ ลด ละ เลิก การใช้ปุ๋ยเคมี ได้เริ่มที่บ้านหนองใหญ่ ซึ่งอยู่ในโครงการพระราชดำริ บ้านหนองใหญ่ ตำบลนาชะอัง อำเภอเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่บริเวณ "แก้มลิง" เพื่อป้องกันน้ำท่วมจังหวัดชุมพร โดยผู้ใหญ่พรั่ง เกิดมาลัย ได้รวบรวมชาวบ้านร่วมกันทำนาไร้สารเคมี ซึ่งได้ผลดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับการใช้สารเคมีอยู่บ้าง สมาชิกเริ่มกลับไปใช้ปุ๋ยเคมีตามเดิม จึงได้ปรับแผนการรณรงค์ใหม่ เปลี่ยนจากการรณรงค์จากภายนอกเข้ามาหาข้างใน เป็นจากภายในรีสอร์ตออกสู่ข้างนอกซึ่งเป็นวิธีการที่เรียกว่า "การระเบิดจากข้างใน" ซึ่งปรากฏว่าเริ่มได้ผลมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ เนื่องจากพนักงานกว่า 90% เป็นคนท้องถิ่น และพนักงานแผนกสวนเกือบทั้งหมดอาศัยอยู่ภายในพื้นที่ "แก้มลิง" เมื่อได้ลงมือทำและเห็นผลดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดการขยายผลแบบปากต่อปาก โครงการจึงเริ่มประสบความสำเร็จขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ต้องออกไปรณรงค์ในพื้นที่เลย
แต่อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับการใช้สารเคมีอยู่นั่นเอง ในขณะที่ ชุมพรคาบาน่า
รีสอร์ต มีนโยบายในการดูแลและจัดสวัสดิการพนักงาน ทำให้ชุมพรคาบาน่า มีภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการเลี้ยงอาหารพนักงานประมาณ 150 คน ต่อ 3 มื้อ โครงการรับซื้อข้าวที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีจึงเกิดขึ้นในราคาเกวียนละ 5,000 - 7,000 บาท ซึ่งข้าวที่ชื้นหรือหัก ขายในท้องตลาดไม่ได้ ทางรีสอร์ตจะรับซื้อไว้ เพื่อสีให้พนักงานและครัวหลัก ปรากฏว่า ชาวบ้านมีความพอใจเป็นอย่างมาก เพราะได้เงินไปจุนเจือครอบครัวในช่วงนอกฤดูทำนา จากการที่ไม่เคยคิดว่าจะมีใครมารีบซื้อข้าวที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน (ดูไม่สวยเนื่องจากหัก แต่ยังคงมีประโยชน์และทรงคุณค่าทางอาหารครบ) ในราคาเท่ากับข้าวปกติโดยทั่วไป ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นแรงกระตุ้นและสร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านเริ่มหันมาปลูกข้าวไร้สารพิษมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจุบันรีสอร์ตมีชาวบ้านที่ร่วมโครงการอยู่ประมาณ 20 แปลง มีเนื้อที่รวมกันประมาณ 200-300ไร่ โดยอยู่ในทุก ๆ หุบเขารอบ ๆ บ้านทุ่งวัวแล่น
ขณะเดียวกัน แม้จะปลูกข้าวเองได้แต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของรีสอร์ต ประกอบกับการรับซื้อข้าวจากชาวนานั้น ผู้ซื้อมักมีข้อจำกัดในเรื่องของความชื้นหรือหัก ซึ่งทำให้ชาวนาไม่สามารถขายข้าวในท้องตลาดได้ ในขณะที่รีสอร์ตต้องการข้าวในปริมาณมาก การซื้อข้าวจากจังหวัดอื่นก็มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้น และทำให้ต้นทุนของรีสอร์ตเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน คุณวริสรจึงมีแนวคิดที่จะรับซื้อข้าวจากชาวนาในพื้นที่ เพราะถึงแม้ระดับความชื้นจะสูงจนไม่เป็นที่ต้องการของพ่อค้านายทุน แต่การใช้ข้าวภายในรีสอร์ต ไม่จำเป็นจะต้องคำนึงในเรื่องระดับความชื้น เนื่องจากต้องใช้ข้าวทุกวันคุณวริสรจึงรับซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อสีให้ครัวหลักและพนักงาน นอกจากนี้ ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ยังได้ซื้อเครื่องสีข้าวมาทำการสีข้าวใช้ภายในโรงแรมเอง ซึ่งผลที่ได้รับนอกจากจะเป็นข้าวสาร ยังได้รับทั้งแกลบ และรำ ซึ่งสามารถนำมาทำปุ๋ยหมักและทำประโยชน์อื่น ๆ ได้อีกเช่นกัน นอกจากนี้ยังเกิดผลพลอยได้อื่นที่ทำให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวโดยใช้วิธีเกษตรอินทรีย์ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงและมีตลาดรองรับแน่นอน เกษตรรอบ ๆ ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต จึงมีการทำมากขึ้น ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มกันได้ในระดับหนึ่ง และผลประโยชน์สูงสุดในเส้นทางข้าวนี้คือ การรักษาพันธุ์ข้าวเหลืองปะทิวไว้ให้คงอยู่ และตอบสนองแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านในการที่จะรักษาไม่ให้นาข้าวหมดไปจากชุมพรได้
2) ภาคการผลิต (อาหาร)
ในส่วนของภาคการผลิต (อาหาร) หรือโรงครัวของชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต นั้นมีแนวคิดจัดตั้งโครงการ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "เศรษฐกิจพวกเรา" เพื่อไม่ให้เงินทองรั่วไหล แต่อยู่ในกระเป๋าของพวกเราเอง จากเดิมที่รีสอร์ตต้องซื้อผักสด ผลไม้ ฯลฯ จากตลาด ซึ่งทำให้มีปัญหาในด้านคุณภาพและปริมาณไม่เป็นไปตามความต้องการที่แท้จริง การไปส่งเสริมให้ชาวบ้านทำก็ไม่ได้รับความสำเร็จ จึงคิดโครงการ "เศรษฐกิจพวกเรา" ขึ้น ซึ่งเศรษฐกิจพวกนี้ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่าง คุณวริสรกับพนักงาน ญาติของพนักงาน หรือคนที่รู้จักไปเรื่อย ๆ โดยเป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พึ่งตนเอง แต่เป็นการพึ่งพาอาศัยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างคุณวริสรกับพนักงาน จึงเป็นไปในลักษณะเพื่อนไม่ใช่เกี่ยวพันเฉพาะแต่เงินเดือนเท่านั้น
สำหรับวิธีการดำเนินการเศรษฐกิจพวกเรานั้น เมี่อทางรีสอร์ตมีความต้องการพืชผัก ผลไม้หรืออื่นใด หรือผู้ใดมีพืช ผัก ผลไม้ใดต้องการที่จะขายก็จะจดแจ้งไว้บนกระดานหน้าโรงครัว ซึ่งแม้แต่คุณวริสรเองก็มีสินค้ามาเสนอขายให้กับคุณวริสรด้วยเช่นกัน อันเป็นผลให้รีสอร์ตมีพืช ผัก ผลไม้ ใช้ในการปรุงอาหารได้ตลอดเวลา ทำให้อาหารของโรงแรมมีคุณภาพที่ดี และสามารถคาดเดาถึงปริมาณตามต้องการของรีสอร์ตได้ จึงเป็นการอุ้มชูเกษตรกรในหมู่พวกเราด้วย เพราะถ้ารีสอร์ตอยู่ไม่ได้ชุมชนก็อยู่ไม่ได้ด้วย เศรษฐกิจพวกเราจึงผูกพันและไปด้วยกันได้ดี ซึ่งคุณวริสรยึดหลักที่ คุณพ่อคุณแม่เคยสอนไว้ว่า "รั้วของเราคือชาวบ้าน" ซึ่งตอนเด็ก ๆ ไม่เข้าใจ จนกระทั่งปัจจุบันเมื่อนำทฤษฎีของในหลวงมาใช้ในวิถีของชุมชน
3) การทำขนมปัง
รีสอร์ตมีการทำขนมปัง โดยนำข้าวที่เหลือเป็นข้าวกล้องมาทำเป็นขนมปังข้าวกล้องใช้ภายในรีสอร์ต เอง และเคยทำส่งท็อปส์ซุปเปอร์มาเก็ตด้วย ใช้ชื่อว่า Good Day และ R & C โดยขนมปังดังกล่าวมีลักษณะพิเศษด้วยการระบุที่มาของขนมปัง ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับข้าวกล้องและคุณประโยชน์ของข้าวกล้อง นอกจากนี้ "ป้าแนะ" ยังได้นำข้าวกล้องมาทำเป็น "ขนมครกขาวกล้อง" สำหรับเป็นอาหารเช้าของแขกในรีสอร์ต อีกด้วย
4) การกำจัดกากอาหาร
ในด้านของกากอาหารหรือเศษอาหารที่เหลือภายในรีสอร์ตเดิม "ป้าเหล่" จะมาซื้อไปใช้เป็นอาหารหมู ในราคาเดือนละ 200 บาท แต่ภายหลังเมื่อมีการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติภายในรีสอร์ต ก็ได้มีการเปลี่ยนมาเป็นการแลกกับมูลควาย 10 กระสอบ เพราะป้าเหล่เลี้ยงควายด้วย และภายหลังก็ยังไม่พอ ปัจจุบันจึงต้องทำการผลัดกันเก็บกากอาหารคนละ 1 วัน คือรีสอร์ต 1 วัน และป้าเหล่ 1 วัน ซึ่งทำให้ภายในรีสอร์ตไม่มีกากอาหารสกปรกเลอะเทอะ และรีสอร์ตได้นำกากอาหารดังกล่าวมาใช้ในการหมักทำปุ๋ยชีวภาพใช้ภายในรีสอร์ต เช่นใช้ในการบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น ซึ่งสำนักรักษาความสะอาดของกรุงเทพมหานครก็เคยมาศึกษาดูงานเพื่อหาข้อสรุปในแนวทางในเรื่องกำจัดขยะของกทม.ที่นี่ด้วยเช่นกัน
5) การดำนาเกี่ยวข้าว
ในกิจกรรมการทำนาภายในรีสอร์ต ก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นวิถีชนบทของทุ่งวัวแล่น โดยภายในรีสอร์ตได้มีการทำฝายกั้นน้ำแบบง่ายๆ ซึ่งเป็น 1ในทฤษฎีต้นน้ำของพระเจ้าอยู่หัว น้ำที่ใช้ในการทำนาจึงมาจากฝายกั้นน้ำ ซึ่งอยู่ในด้านหลังของรีสอร์ต และข้าวที่ได้จากการทำนานี้ก็จะนำมาใช้ภายในรีสอร์ตด้วย แต่ก็ในปริมาณที่ไม่มากพอ
6) กิจกรรมการเลี้ยงปลา
จากการที่รีสอร์ตได้ทำการบำบัดน้ำเสียภายในรีสอร์ตเอง จึงได้จัดทำบ่อที่เรียกว่า "บ่ออนุบาล" เพื่อใช้เป็นที่พักน้ำ ซึ่งได้ทำการบำบัดแล้ว ภายหลังจึงได้นำปลาสวยงามมาเลี้ยงและทำการแพร่ขยายพันธุ์ต่อไป ปัจจุบันการเลี้ยงปลาสวยงามได้กลายมาเป็นหมายเลข 3 ของอุ้มชูไม่จำกัด
7) ฝายกั้นน้ำ
จากแนวพระราชดำริทฤษฏีป่าต้นน้ำ รีสอร์ตจึงได้ทำฝายกั้นน้ำขึ้นมาภายในรีสอร์ตขึ้น โดยต้นน้ำนั้นมาจากผืนนาเก่าและป่าพรุ แล้วนำทฤษฏีตามแนวพระราชดำริในเรื่องของมักกะสัน ซึ่งมีผักตบชวาไม่เกิน 30 % ของพื้นน้ำทั้งหมดมาใช้ร่วมกับฝายกั้นน้ำ
8) โรงแรมนา
สำหรับอาคารที่ชื่อว่า "โรงแรมนา" นี้ได้สร้างขึ้นโดยมีแนวคิดว่า "ในน้ำมีปลาในนามีข้าว" เมื่อผู้มาพักออกจากห้องก็จะเห็นนาซึ่งมีข้าว ส่วนในน้ำก็มีปลานิล ซึ่งแต่เดิมบริเวณนาข้าวนี้เป็นดินทราย แต่ได้มีการปรับปรุงด้วยวิธีธรรมชาติ โดยการทำปุ๋ยจากใบไม้เก่า ๆ แล้วให้ปุ๋ยกับน้ำลงไปในนาข้าว (ใช้ปุ๋ยชีวภาพ) และเมื่อข้าวสุกแล้ว ก็สามารถเก็บเกี่ยวใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย
9) สวนเพลิน
จากแนวคิดของ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวานิช ในการศึกษาธรรมชาติว่า "ให้การศึกษาที่เกื้อกูลกัน" โดยเชื่อว่า การศึกษาจะเกิดประโยชน์ได้ต่อเมื่อ play + learn = เพลิน ดังนั้น จึงเป็นที่มาของสวนเพลิน ซึ่งยึดหลัก 4 ด. คือ ดูได้ ดมได้ ดื่มได้ และ แ_ก ได้ คือ
ดู คือ สวนงามเพลินตา
ดม คือ ดอกไม้ล่อแมลง
ดื่ม คือ ชื่นใจ
แ_ก คือ อร่อยจัง
ซึ่งภายในสวนเพลิน จะมีกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมายภายใต้หลักคิดว่า
"Our loss is our gain" = ขาดทุนคือกำไร ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี
"Small is beautiful" = เล็ก ๆ แต่สวยงาม
"Simplicity" = ง่าย ๆ
"Sustainability" = ยั่งยืน
สำหรับกิจกรรมใน"สวนเพลิน" มีดังนี้ คือ
10) ไตธรรมชาติ (แปลงพืชที่ใช้บำบัดน้ำ)
- มีแนวคิดเกี่ยวกับระบบการทำงานของไต (คน) เพื่อที่จะทำการฟอกน้ำเสียให้สะอาดเสียก่อน ก่อนที่
จะปล่อยออกไปจากรีสอร์ต โดยปั๊มน้ำเข้ามา แล้วใช้พืชน้ำบำบัด เช่น ธูปฤาษี กกเหลี่ยม กกกลม
สันตะวา เป็นต้น และไหลวนไปวนมาจนลงบ่อ "สระกระโถนท้องพระโรง" ซึ่งจะทำหน้าที่รับน้ำที่
บำบัดแล้วจากอาคารและพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อรอการหมุนเวียนตามระบบต่อไป
- หอยเชอรี่ รีสอร์ตได้นำยอมาทำเป็นเครื่องมือในการจับหอยเชอร์รี่มาและนำไว้สำหรับหมักทำเป็นปุ๋ย
และอาหารสัตว์ต่อไป
- สมุนไพรหลากชนิด เพื่อทำยา ไล่แมลงและกิจกรรมอื่นๆเ ช่น สปา
11) พืชสวนครัว ประกอบด้วย
- มะนาว
- พริกไทย
- ตะไคร้
- กระเพรา
ฯลฯ
12) บ้านอนุรักษ์ธรรมชาติและพลังงาน
ภายในสวนเพลิน นอกจากจะมีพืช ผัก ผลไม้ ต้นไม้ต่าง ๆ แล้ว ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่เรียกว่า "บ้านอนุรักษ์ธรรมชาติพลังงาน" ซึ่งใช้เป็นต้นแบบในการก่อสร้างอาคารที่พักภายในรีสอร์ต ทั้งหมดโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาวาย มาทำการทดสอบ ภายในตัวอาคารจะใช้ระบบหล่อเย็นและเป็นระบบการก่อสร้างแบบยึดเหนี่ยวในตัวเอง การก่อสร้างจะไม่ใช้เทคนิคสูง สามารถสร้างเองได้ ไม่ต้องใช้ไม้แบบ แต่ใช้ดินผสมซีเมนต์ และน้ำที่ทำปุ๋ยหมักอัดก้อน มีรูเพื่อให้สามารถระบายความร้อน โดยให้ความร้อนวิ่งสู่หลังคาทำเป็นน้ำอุ่น และมีระบบน้ำเย็นอยู่ภายในตัวอาคาร โดยตัวบ้านมีความสูงระดับต้นไม้ เพื่อป้องกันพายุการก่อสร้างดังกล่าวเป็นการใช้ทรัพยากรและแรงงานที่มีในท้องถิ่น จึงทำให้ประหยัดทั้งเงินและเวลา มีความคงทน สามารถรับแรงกระแทกที่มีความเร็วลม ถึง 267กม./ชม. และทนแรงแผ่นดินไหวขนาดสั่นสะเทือน 7.63 ริคเตอร์ได้ โดยส่วนที่ปลอดภัยที่สุดคือห้องน้ำ เพราสิ่งของไม่สามารถลอยออกมากระทบได้ แม้มีรถยนต์ลอยมาก็สามารถทนแรงกระทบได้ และสามารถรองรับจำนวนคนได้ถึง 750 คน ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับพายุคนที่อยู่ในบริเวณนี้ก็สามารถเข้ามาหลบพายุแทนถ้ำได้ นอกจากนี้ภายในตัวอาคารยังออกแบบเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้พัก โดยการสร้างแบบเป็นหยัก (เดินสวนกันจะได้ไม่เขิน)
13) เกษตร 4 ชั้น
การปลูกต้นไม้ภายในรีสอร์ตได้นำแนวคิดเกี่ยวกับการทำเกษตร 4 ชั้น มาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผสมผสานประโยชน์ของพันธุ์ไม้ทั้งยืนต้นและ ทรงพุ่ม คลุมดิน และใต้ดินเข้าด้วยกัน ทำให้มีพืช ผัก ผลไม้ ไว้รับประทานตลอดปี และป้องกันแมลงอีกด้วย จึงเป็นการต่างคนต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน เช่น ต้นน้ำที่พะโต๊ะ โดยแบ่งเป็น
ก. ชั้นบน เช่น หมาก มะพร้าว สะตอ เป็นต้น
ข. ชั้นที่ 2 เช่น มะม่วง ไม้ผล กล้วย เป็นต้น
ค. ชั้นที่ 3 คือ พืชประเภทที่เรี่ยดินต่าง ๆ
ง. ชั้นที่ 4 คือ พืชประเภทใต้ดิน เช่น ขมิ้น แห้ว เป็นต้น
14) ป่า 5 ชั้น
ในแนวคิดการปลูกป่า 3 อย่าง ใช้ประโยชน์ได้ 4 อย่าง คือ ไม้สร้างบ้าน ไม้ผล ไม้ฟืน และช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ ส่วนป่า5ชั้นเรียกง่าย ๆ ว่า สูง กลาง เตี้ย เรี่ยดิน และใต้ดิน
15) การสีข้าว
แต่เดิมข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ รีสอร์ต จะทำการตำเอง แต่ภายหลังไม่ทันต่อความต้องการ จึงซื้อเครื่องสีข้าวมาในราคา 25,000 บาท ซึ่งผลจากการสีข้าวด้วยตนเอง ทำให้มีทั้งปลายข้าว รำและแกลบ ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยหมักได้ ส่วนวิธีการตำข้าว สีข้าวและฝัดข้าวแบบโบราณยังคงไว้มีให้ชมในเส้นทางการศึกษาธรรมชาติตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรีสอร์ต อยู่
16) การปลูกพืชด้วยการห่มดิน
ในด้านหลังของรีสอร์ต มีพื้นที่ว่าง ส่วนหนึ่งที่เป็นดินแน่นที่สุด แม้กระทั่งหญ้ายังไม่สามารถเจริญเติบโตได้ จึงมีการนำเอาวิธีการ "ห่มดิน" มาใช้ ด้วยการนำเศษใบไม้ หญ้า ฟางข้าว ฯลฯ มาคลุมดิน แล้วนำน้ำปุ๋ยหมักมารดราดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จนกระทั่งใบไม้ หญ้า ฯลฯ เหล่านั้นย่อยสลาย กลายเป็นปุ๋ยให้กับพืช ผัก ผลไม้ที่ปลูก เช่น มะนาว มะละกอ เป็นต้น
17) บ้านเอนไซม์
กิจกรรมหนึ่งที่อาจถือได้ว่า เป็นกิจกรรมหลักของ ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ก็คือการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพสูตรต่าง ๆ ขึ้นใช้ภายในรีสอร์ต ไม่ว่าจะเป็นการใช้กากาผลไม้ หรือเศษอาหารจากครัว หรือมูลสัตว์ต่าง ๆ มาทำการหมักตามกรรมวิธี เพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของรีสอร์ต ซึ่งรวมทั้งสบู่และแชมพูที่ใช้ภายในรีสอร์ต หรือแม้กระทั้งน้ำยาล้างห้องน้ำและระบบบำบัดน้ำเสียภายในโรงแรม ก็ใช้น้ำหมักชีวภาพที่ทำการหมักในบ้านเอนไซม์นี้ทั้งหมด ในขณะที่ "มูลคน" ก็สามารถนำมาใช้ในการทำปุ๋ยหมักภายใต้กระบวนการทางชีวภาพได้
18) บริษัท อุ้มชูไม่จำกัด
จากกิจกรรมต่าง ๆ ภายในรีสอร์ต นั้น ปัจจุบัน ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ตได้จัดตั้งบริษัทจำลองขึ้นมาภายในรีสอร์ต โดยเป็นความร่วมมือกันในระหว่างคุณวริสร กรรมกการผู้จัดการรีสอร์ต กับพนักงาน ซึ่งทำงานร่วมกันในอาชีพที่ถนัด นอกเหนือจากการทำงานปกติ เพื่อเป็นการเพิ่มความสัมพันธ์ ความเข้าใจ สามารถมีรายได้เพิ่มพิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนซึ่งเป็นรายได้ประจำตลอดปี โดยมีแนวคิด มุมมองตลอดจนการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งดำเนินการภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงความมั่งคั่งและยั่งยืนอย่างแท้จริง ปัจจุบันมีด้วยกันอยู่ 4 โครงการ คือ
อุ้มชูหมายเลข 1. "ไข่สุโข"
จากการดำเนินกิจการของ รีสอร์ต ที่ต้องใช้ไข่ไก่ ประมาณเดือนละ 8,000 ฟอง ในขณะที่คุณสุโข พนักงานของ รีสอร์ต มีความสามารถในการเลี้ยงไก่และที่บ้านมีอาชีพเลี้ยงไก่อยู่แล้ว จึงทำการตกลงกับคุณวริสร ในการทำโครงการร่วมกัน 2 คน โดยใช้วิธีการเลี้ยงแบบเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันไก่ที่คุณสุโข เลี้ยงไว้ประมาณ 120 ตัว สามารถให้ผลผลิตไข่ไก่ได้เดือนละประมาณ 2,000 ฟอง ทำให้คุณสุโขมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายไข่ไก่ให้กับทางรีสอร์ต นอกเหนือจากเงินเดือนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้และสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในชีวิตให้กับพนักงานอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้มูลของไก่ ยังสามารถนำมาใช้ในการทำปุ๋ยหมักได้อีก ขณะเดียวกัน การดำเนินโครงการดังกล่าวยังสามารถเพิ่มความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นระหว่างพนักงานกับนายจ้าง ซึ่งมีความไว้วางใจ สนิทสนม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน และรู้ที่จะปกครองกันอย่างไรด้วย
อุ้มชูหมายเลข 2."การปลูกต้นไม้"
โครงการ อุ้มชูหมายเลข 3 เป็นโครงการที่ส่งเสริมการเลี้ยงปลาทอง เพื่อเป็นการขยายพันธุ์ปลาทองที่เลี้ยงไว้ภายในรีสอร์ต โดยมีเป้าหมายเลี้ยงไว้เพื่อขายด้วยในอนาคต
อุ้มชูหมายเลข 4."กาแฟสารสิน"
กาแฟ "โรบัสต้า" จากสวนคุณเอก หรืออุ้มชูหมายเลข 4 นี้ นับเป็นผลผลิตจากความตั้งใจ โดยการปลูกด้วยวิธีธรรมชาติ 100% ไม่มีการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงใด ๆ ทั้งสิ้น จากพื้นที่ในการทำสวนกาแฟเดิมของคุณเอกประมาณ 20 ไร่ ได้รับผลกระทบจากราคากาแฟที่ตกต่ำและไม่มีตลาดรับซื้อ การขายกาแฟต้องเข้าคิว แต่เมื่อถึงคิวแล้วอาจขายไม่ได้เพราผู้ซื้อมักจะอ้างว่ากาแฟไม่ได้มาตรฐาน การขายกาแฟให้พ่อค้าคนกลางจึงไม่มีความหวังที่แน่นอน ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ได้เข้ามารับซื้อผลผลิต ส่งคั่วโดยโรงงานมาตรฐานและได้มาตรฐานของสหกรณ์กาแฟท่าแซะ ทำให้คุณเอกไม่ต้องไปเข้าคิวขายอย่างไร้ความหวังอีกต่อไป ขณะเดียวกัน เมื่อชาวสวนกาแฟเห็นตัวอย่างผลผลิตและรายได้ที่เพิ่มขึ้นและแน่นอนดังกล่าว จึงมีเครือข่ายเข้ามาร่วมกันเพิ่มขึ้นอีกหลายราย จนกระทั่งสามารถรวมกลุ่มกันและมีอำนาจต่อรองกับผู้ค้ากาแฟได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งโครงการอุ้มชู หมายเลข 4 นี้ นับเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงแก่เกษตรกรรายอื่น ๆ ที่ใช้สารพิษทำลายผืนแผ่นดินให้เห็นความแตกต่างระหว่างการใช้สารเคมีกับปุ๋ยหมักธรรมชาติ แล้วกลับมาคืนชีวิตให้กับแผ่นดินด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ เพื่อความยั่งยืนและมั่งคั่งทั้งเกษตรกรและผืนแผ่นดินไทย ซึ่ง "อุ้มชูหมายเลข 4" นับเป็นโครงการหนึ่งที่สำคัญของชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ในการนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้และเป็นตัวอย่างที่สำคัญในการเรียนรู้เพื่อขบวนขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง
ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นบทพิสูจน์ถึงแนวทางการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาว่า ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร แต่ผลกระทบดังกล่าว ก็สามารถที่จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากความพยายามในการเรียนรู้เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาที่ไม่เหมาะสมและ ไร้ทิศทางในสภาพสังคมไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นบทพิสูจน์หนึ่งที่มีรูปธรรมปรากฏชัดเจนถ้าได้มีการเรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง ในแนวคิดขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนทำให้เกิดภูมิทัศน์ที่สวยงามและประยุกต์ใช้ในทุก ๆ ด้าน โดยจัดเป็นเส้นทางการศึกษาธรรมชาติและพักผ่อนหย่อนใจของลูกค้าในรีสอร์ต ซึ่งในช่วงเวลาตั้งแต่ 15.00 น. ของทุก ๆ วัน ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้ลูกค้าได้ศึกษาธรรมชาติ เพื่อเผยแพร่กระบวนการและขบวนการและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับองค์กรธุรกิจ
นอกจากนี้ ในปัจจุบันนอกเหนือจากลูกค้าแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สำนักรักษาความสะอาด กทม. เทศบาล อบต. อบจ. สถาบันการศึกษา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานปฏิรูปที่ดิน เป็นต้น ได้เข้ามาขอศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้พนักงานทุกคนมีความรู้สึกสนุกและมีคุณค่าในการทำงานขึ้นมากกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็ได้รับความรู้ที่เป็นหลักวิชาการ ตามแนวพระราชดำริ และได้ศึกษากับ "พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต" ด้วย อีกทั้งพนักงานยังมีความมั่นคงในอาชีพ ชุมชนรอบ ๆ ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ต ก็มีความสุขในการอยู่ร่วมกัน ในลักษณะของการพึ่งพาอาศัยกัน จึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มั่งคั่งอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผู้นำทาง
|
|
|